เนื่องจากลักษณะเฉพาะของภาษาอังกฤษ ที่คำจำนวนมากแม้จะสะกดต่างกันแต่กลับออกเสียงเหมือนกัน เราจึงมักใช้ assonance (เสียงสระซ้ำ) แทนการหาคำคล้องจองแบบตรง ๆ โดยเฉพาะในงานบทกวีและเพลง แต่จะพบได้บ่อยมากที่สุดใน เนื้อเพลงแร็ป (rap lyrics) เนื่องจากมีจังหวะเร็วและต้องอาศัยการจัดวางเสียงหลาย ๆ เสียงให้ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างความไพเราะ ทำให้ assonance กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างจังหวะเสียงในภาษา
Assonance หมายถึงการใช้ การซ้ำของเสียงที่คล้ายกัน เพื่อสร้างจังหวะภายในบรรทัดของข้อความ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ท้ายประโยคเหมือนการคล้องจอง (rhyme) เรามาดูตัวอย่างกัน:On a pr oud r ound cl oud
- F i re at the private eye h i red to pr y in my business
- So we 'll go no more ar o ving
- H e who h as h ealth, h as h ope
เคล็ดลับในการหาคำคล้องจองภาษาอังกฤษ
บางครั้งการหาคำคล้องจองในภาษาอังกฤษอาจเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าใช้เครื่องมือและวิธีที่เหมาะสมก็จะง่ายขึ้นมาก ข้อแนะนำแรกคือ การอ่านให้มากขึ้น โดยเฉพาะวรรณกรรม บทกวี และบทกลอน เพราะสิ่งเหล่านี้ช่วยให้คุณเริ่ม สร้าง "หูทางภาษา" สำหรับจับเสียงคล้องจอง และค่อย ๆ สร้างพจนานุกรมคำคล้องจองในหัวของคุณเอง ไม่ใช่การท่องจำ แต่เป็นการซึมซับและเชื่อมโยงคำเข้าด้วยกันโดยธรรมชาติ เมื่อฝึกไปเรื่อย ๆ คุณจะจำคำคล้องจองได้มากขึ้นโดยไม่ต้องเปิดหาคำบ่อย ๆ
อีกวิธีที่ดีและสนุกมากคือ การฟังเพลงภาษาอังกฤษบ่อย ๆ โดยลองฟังโดยไม่ดูเนื้อเพลงก่อน แล้วพยายามจับคำที่คล้องจองกันให้ได้มากที่สุด จากนั้นค่อยเปิดเนื้อเพลงเพื่อตรวจสอบว่าคุณฟังถูกหรือไม่ และเรียนรู้คำที่คุณพลาดไป
หากคุณต้องการไอเดียคำคล้องจองเพิ่มเติม คุณยังสามารถใช้เว็บไซต์ออนไลน์ที่ช่วยค้นหาคำคล้องจองได้ เพียงใส่คำที่ต้องการหรือพิมพ์ตัวสะกดบางส่วน ระบบจะช่วยแสดงคำที่คล้องจองให้คุณทันที อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือคุณต้องเลือกคำที่ เข้ากันได้ทั้งเสียงและความหมาย ด้วย เพราะแม้คำอย่าง "dog" และ "smog" จะคล้องจองกันได้ แต่ไม่ได้มีความเชื่อมโยงเชิงความหมายเสมอไป ดังนั้นในการฝึกแต่งกลอนหรือเขียนบทเพลง ควรเลือกคำที่ทั้งเสียงไพเราะและสื่อความหมายได้ดีร่วมกัน