เทคนิคการใช้ภาษาอังกฤษ

เมื่อคุณเริ่มมองเห็นกลวิธีทางภาษาในภาษาอังกฤษ คุณจะอ่านหนังสือได้ลึกซึ้งขึ้น เห็นความหมายที่ซ่อนอยู่มากขึ้น และงานเขียนของคุณเองก็จะมีสีสันและพลังในการสื่อสารมากขึ้นด้วย

มีช่วงเวลาหนึ่ง ในปีที่ 3 หรือ 4 ของการเรียนภาษาอังกฤษ ที่คุณอ่านเจอประโยคหนึ่งแล้วต้องหยุดคิด อาจเป็นประโยคจากนวนิยาย อาจเป็นเนื้อเพลงท่อนหนึ่ง มีบางอย่างในประโยคนั้นที่ติดอยู่ในใจคุณ แม้ว่าคุณจะอธิบายไม่ได้ว่าทำไม และคำตอบของคำว่าทำไมนั้น มักมีชื่อเรียกอยู่แล้ว นั่นคือ กลวิธีทางภาษา (Stylistic Device)

นักเขียนใช้เทคนิคเหล่านี้กันมานานหลายศตวรรษ เมื่อคุณเริ่มมองเห็นและเข้าใจมัน ภาษาอังกฤษจะไม่ใช่แค่ตัวอักษรเรียบ ๆ อีกต่อไป  บางทีคุณอาจกำลังเตรียมตัวสอบ บางทีคุณอาจกำลังพยายามทำความเข้าใจบทกวีสักบท หรือบางทีคุณแค่อยากเขียนบางอย่างที่ทำให้ผู้อ่านจดจำได้ ไม่ว่าเหตุผลของคุณจะเป็นอะไร การเรียนรู้เครื่องมือเหล่านี้คือหนึ่งในสิ่งที่คุ้มค่าที่สุดที่คุณสามารถทำได้

งั้นมาเรียนรู้และทำความรู้จักกับมันไปพร้อมกันเลย

กลวิธีทางภาษา (Stylistic Devices) คืออะไร

Stylistic Devices หรือ กลวิธีทางภาษา ในภาษาอังกฤษ มักถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Literary Devices (กลวิธีทางวรรณศิลป์) ส่วนในหนังสือไวยากรณ์รุ่นเก่าบางเล่มอาจใช้คำว่า Figures of Speech (สำนวนโวหาร) สิ่งเหล่านี้ก็คือเครื่องมือเล็ก ๆ ที่นักเขียนใช้เพื่อเพิ่ม รูปแบบ จังหวะ และความลุ่มลึก ให้กับถ้อยคำของตน

กลวิธีบางอย่างช่วยสร้างจังหวะในการอ่าน บางอย่างซ่อนความหมายไว้ระหว่างบรรทัด และบางอย่างทำให้คุณหัวเราะ หยุดคิด หรือรู้สึกบางสิ่งบางอย่างที่ผู้เขียนไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ คุณสามารถพบกลวิธีทางภาษาได้แทบทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นนวนิยาย สโลแกนโฆษณา สุนทรพจน์ เพลงป๊อป พาดหัวข่าว

กลวิธีเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อความสวยงามของภาษาเท่านั้น แต่ยังเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้บางประโยคยังคงติดอยู่ในความทรงจำของคุณไปอีกหลายปี ในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย การสังเกตและวิเคราะห์กลวิธีทางภาษาเป็นทักษะสำคัญในการเรียนวรรณกรรมและการสอบภาษา แต่ประโยชน์ที่แท้จริงจะปรากฏในงานเขียนของคุณเอง เพราะเมื่อใดก็ตามที่คุณเริ่มใช้เครื่องมือเหล่านี้อย่างตั้งใจ ภาษาอังกฤษของคุณจะเริ่มฟังดูไม่เหมือนข้อความในตำราเรียนอีกต่อไป แต่จะเริ่มสะท้อน ตัวตนของคุณเอง มากขึ้น

ภาพรวม: กลวิธีทางวรรณศิลป์ (Literary Devices) ที่พบบ่อยที่สุดในภาษาอังกฤษ

ต่อไปนี้คือรายการอ้างอิงแบบสรุปอย่างรวดเร็ว

กลวิธีวรรณกรรมอังกฤษ ความหมาย
Anaphora การซ้ำคำที่จุดเริ่มต้นของบรรทัดต่อเนื่องกัน
Chiasmus การสลับโครงสร้างแบบสมมาตร
Alliteration การซ้ำเสียงพยัญชนะที่จุดเริ่มต้นของคำ
Onomatopoeia คำที่เลียนเสียง
Oxymoron คำสองคำที่ขัดแย้งกันนำมาใช้ร่วมกัน
Synesthesia การผสมผสานประสาทสัมผัสต่างกันในภาพเดียว
Euphemism การใช้คำที่อ่อนโยนกว่าเพื่อแทนสิ่งที่ไม่พึงประสงค์
Juxtaposition วางสองสิ่งไว้ข้างกันเพื่อสร้างความแตกต่าง
Paradox ข้อความที่ขัดแย้งกันเองแต่ยังคงให้ความรู้สึกว่าเป็นความจริง
Allegory เรื่องราวทั้งหมดที่ใช้แทนแนวคิดที่ลึกซึ้งกว่า
Allusion การกล่าวถึงสิ่งอื่นโดยอ้อม
Acceleration เพิ่มความเร็วเพื่อสร้างความตึงเครียด
Epanalepsis การซ้ำคำที่ทั้งต้นและท้ายของประโยค

กลวิธีทางภาษาในบทกวี VS บทความเชิงให้ข้อมูล

ไม่ใช่กลวิธีทางภาษาทุกประเภทจะเหมาะกับงานเขียนทุกชนิด บทกวี (Poetry) และร้อยแก้วหรือบทความทั่วไป (Prose) มักเลือกใช้เทคนิคทางภาษาที่แตกต่างกัน การเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้จะช่วยให้คุณอ่านและวิเคราะห์งานเขียนทั้งสองประเภทได้อย่างลึกซึ้งและเฉียบคมมากขึ้น

ในบทกวี

เมื่อศึกษากลวิธีทางภาษาในบทกวี (Poetry) คุณจะพบว่ากวีมักเลือกใช้เทคนิคที่ช่วยสร้าง จังหวะ เสียง และภาพในจินตนาการ ของผู้อ่าน โดยสังเกตได้จาก:

  • Metaphor (อุปลักษณ์) และ Simile (อุปมา) เพื่อทำให้ความรู้สึกหรือแนวคิดที่เป็นนามธรรมกลายเป็นสิ่งที่มองเห็นและเข้าใจได้ชัดเจนขึ้น
  • Personification (บุคลาธิษฐาน) เพื่อทำให้สิ่งไม่มีชีวิตหรือแนวคิดนามธรรม เช่น ลม เวลา หรือความเศร้า มีลักษณะและพฤติกรรมเหมือนมนุษย์
  • Hyperbole (การกล่าวเกินจริง) เพื่อขับเน้นอารมณ์ให้เข้มข้นถึงขีดสุด
  • Symbol (สัญลักษณ์) เพื่อซ่อนความหมายอีกชั้นหนึ่งไว้ภายใต้ความหมายที่เห็นได้โดยตรง
  • Anaphora (การใช้คำหรือวลีซ้ำต้นประโยค) และ Alliteration (การเล่นเสียงพยัญชนะซ้ำ) เพื่อสร้างจังหวะและท่วงทำนองที่แทบจะฮัมตามได้
  • Onomatopoeia (คำเลียนเสียงธรรมชาติ) เพื่อทำให้เสียงกลายเป็นส่วนหนึ่งของบทกวี ราวกับผู้อ่านได้ยินเสียงนั้นจริง ๆ
  • Synesthesia (การผสมประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส) และ Epanalepsis (การใช้คำหรือวลีเดียวกันซ้ำที่ต้นและท้ายประโยค) เพื่อเชื่อมโยงประสาทสัมผัสต่าง ๆ เข้าด้วยกัน และสร้างความรู้สึกวนกลับไปยังจุดเริ่มต้น

ในบทความเชิงให้ข้อมูล

ในบทความเชิงวิชาการ งานข่าว และบทความแสดงความคิดเห็น มักนิยมใช้กลวิธีทางภาษาที่ละเอียดอ่อนกว่า โดยสังเกตได้จาก:

  • Irony (การประชดหรือเสียดสี) เพื่อวิพากษ์วิจารณ์บางสิ่งโดยไม่ต้องใช้ถ้อยคำรุนแรง
  • Euphemism (การใช้คำสุภาพหรือคำอ้อม) เพื่อทำให้ข้อเท็จจริงที่รุนแรงหรือไม่น่าฟังดูนุ่มนวลขึ้นในงานเขียนทางการ
  • Juxtaposition (การวางสิ่งที่แตกต่างกันไว้เคียงกัน) เพื่อเน้นความแตกต่างระหว่างแนวคิดหรือสิ่งต่าง ๆ
  • Paradox (ข้อความที่ดูขัดแย้งกันในตัวเอง) เพื่อกระตุ้นให้ผู้อ่านกลับมาคิดและตีความอีกครั้ง
  • Allegory และ Allusion (การเปรียบเปรยเชิงสัญลักษณ์ และการอ้างอิงทางอ้อม) เพื่อสื่อความหมายที่ลึกซึ้งกว่าที่เขียนไว้โดยไม่ต้องอธิบายตรง ๆ
  • Acceleration (การเร่งจังหวะของการเขียน) เพื่อเพิ่มความเข้มข้นและความรวดเร็วเมื่อผู้เขียนกำลังนำเสนอประเด็นสำคัญหรือเปลี่ยนทิศทางของข้อโต้แย้ง

อย่างไรก็ตาม การแบ่งประเภทเหล่านี้ไม่ได้ตายตัวเสมอไป นักเขียนบทความชั้นยอดอาจเลือกใช้ Metaphor (อุปมาเชิงเปรียบเทียบ) ขณะที่กวีเองก็อาจใช้ Irony (การประชด) ได้เช่นกัน

สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การรู้ชื่อของกลวิธีเหล่านี้ แต่คือการสังเกตให้ได้ว่า ผู้เขียนกำลังใช้เครื่องมือใด และใช้ไปเพื่ออะไร นั่นเอง

ตัวอย่างกลวิธีทางวรรณศิลป์ พร้อมคำศัพท์ภาษาอังกฤษ

ต่อไปนี้คือตัวอย่างสั้น ๆ อย่างละ 3 ตัวอย่างของแต่ละกลวิธี คุณสามารถใช้ตัวอย่างเหล่านี้เพื่อฝึกสังเกตกลวิธีทางวรรณศิลป์ในงานเขียนต่าง ๆ และลองนำไปประยุกต์ใช้ในงานเขียนของคุณเองได้เช่นกัน

ตัวอย่างอุปมาอุปไมย Metaphor

  • His words were a soothing balm for her wounded heart. คำพูดของเขาเป็นเหมือนยาบำรุงที่ช่วยบรรเทาหัวใจที่บาดเจ็บของเธอ
  • The world is a stage, and we are all playing our parts. โลกคือเวที และเราทุกคนกำลังเล่นบทบาทของเรา
  • Time is a thief that steals away our moments. เวลาคือโจรที่ขโมยช่วงเวลาของเราไป

ตัวอย่างเปรียบเทียบ Simile

  • She laughed like a tinkling bell. เธอหัวเราะเหมือนระฆังที่ดังกังวาน
  • His voice was as smooth as silk. เสียงของเขาเรียบลื่นดุจแพรไหม
  • The river flowed like a ribbon through the valley. แม่น้ำไหลเหมือนริบบิ้นผ่านหุบเขา

ตัวอย่างการเปรียบเปรยเป็นบุคคล Personification

  • The wind whispered secrets through the trees. สายลมพลิ้วกระซิบความลับผ่านหมู่ไม้
  • The stars danced in the night sky. ดวงดาวเต้นระบำบนท้องฟ้ายามค่ำคืน
  • The old house groaned as if in pain. บ้านเก่าครวญครางราวกับเจ็บปวด

ตัวอย่างการพูดเกินจริง Hyperbole

  • I'm so hungry I could eat a horse. ฉันหิวจนกินม้าได้
  • I've told you a million times to clean your room. ฉันบอกคุณไปเป็นล้านครั้งแล้วให้ทำความสะอาดห้องของคุณ
  • It's taking forever for the bus to arrive. รอรถบัสนานเป็นชาติแล้ว

ตัวอย่างความขัดแย้งทางอารมณ์ Irony

  • The fire station burned down. สถานีดับเพลิงถูกไฟไหม้
  • The weatherman got caught in a rainstorm. นักพยากรณ์อากาศติดอยู่ในพายุฝน
  • A sign saying "no littering" surrounded by trash. ป้ายที่เขียนว่า "ห้ามทิ้งขยะ" ล้อมรอบด้วยขยะ

ตัวอย่างสัญลักษณ์ Symbol

  • The white dove symbolises peace. นกพิราบสีขาวเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ
  • The red rose stands for love. ดอกกุหลาบสีแดงแทนความรัก
  • The broken mirror represents her shattered dreams. กระจกที่แตกเป็นสัญลักษณ์ของความฝันที่แตกสลายของเธอ

ตัวอย่างการซ้ำคำนำ Anaphora

  • In books, I find knowledge. In books, I find solace. In books, I find hope. ในหนังสือ ฉันพบความรู้ ในหนังสือ ฉันพบความสงบ ในหนังสือ ฉันพบความหวัง
  • I have a dream that... I have a dream that... I have a dream that... ฉันมีความฝันว่า... ฉันมีความฝันว่า... ฉันมีความฝันว่า...
  • Not time, not money, not desire could stop her. ไม่ใช่เวลา ไม่ใช่เงิน ไม่ใช่ความปรารถนา จะหยุดเธอได้

ตัวอย่างของ Chiasmus

  • Never let a fool kiss you, or a kiss fool you. อย่าให้คนโง่จูบคุณ หรือจูบทำให้คุณหลงคนโง่
  • Poetry is the record of the best and happiest moments of the happiest and best minds. บทกวีคือบันทึกของช่วงเวลาที่ดีที่สุดและมีความสุขที่สุดของจิตใจที่ดีที่สุดและมีความสุขที่สุด
  • He smiled happily, and happy was his smile. เขายิ้มอย่างมีความสุข และรอยยิ้มของเขาก็เปี่ยมไปด้วยความสุข

ตัวอย่างการใช้คำซ้ำเสียงต้น Alliteration

  • Peter Piper picked a peck of pickled peppers. ปีเตอร์ ไพเพอร์ เก็บพริกดองหนึ่งถ้วย
  • She sells seashells by the seashore. เธอขายเปลือกหอยริมทะเล
  • Silly Sally swiftly shooed seven silly sheep. แซลลีจอมเปิ่นรีบไล่แกะซื่อบื้อทั้งเจ็ดตัวออกไปอย่างว่องไว

ตัวอย่างคำเลียนเสียง Onomatopoeia

  • The bees buzzed around the flowers. ผึ้งบินวนเวียนอยู่รอบดอกไม้
  • The thunder rumbled in the distance. เสียงฟ้าร้องคำรามดังก้องอยู่ไกลออกไป
  • The clock ticked away the seconds. นาฬิกาเดินไปทีละวินาที

ตัวอย่างคำที่ขัดแย้งในตัวเอง Oxymoron

  • Bittersweet ขมหวาน
  • Jumbo shrimp กุ้งใหญ่
  • Deafening silence ความเงียบที่ดังกึกก้อง

ตัวอย่างของ Synesthesia

  • The bitter cold wind cut through like a knife. ลมหนาวที่เย็นจัดพัดผ่านราวกับมีด
  • The bright yellow flowers gave off a sweet fragrance. ดอกไม้สีเหลืองสดใสส่งกลิ่นหอมหวานออกมา
  • The music had a warm, velvety tone. เสียงดนตรีมีโทนที่อบอุ่นและนุ่มละมุน

ตัวอย่างคำพูดที่สุภาพ Euphemism

  • "Passed away" instead of "died" "จากไป" แทน "เสียชีวิต"
  • "Letting you go" instead of "firing you" "ปล่อยคุณไป" แทนที่จะ "ไล่คุณออก"
  • "Senior citizen" instead of "old person" "ผู้สูงอายุ" แทน "คนแก่"

ตัวอย่างการวางเคียงกัน Juxtaposition

  • The beauty of nature beside the destruction of a forest fire. ความงดงามของธรรมชาติข้างการทำลายล้างของไฟป่า
  • Children's laughter against the somber mood of a funeral. เสียงหัวเราะของเด็กๆ ท่ามกลางบรรยากาศเศร้าหมองของงานศพ
  • A luxury car parked next to a rundown shack. รถหรูจอดอยู่ข้างกระท่อมเก่าทรุดโทรม

ตัวอย่างความขัดแย้งในตัวเอง Paradox

  • Less is more. น้อยแต่มาก
  • This statement is false. ข้อความนี้เป็นเท็จ
  • The only constant is change. สิ่งเดียวที่คงอยู่คือการเปลี่ยนแปลง

ตัวอย่างเรื่องเล่าเชิงอุปมา Allegory

  • George Orwell's Animal Farm as an allegory for the Russian Revolution. Animal Farm ของ George Orwell ใช้การเปรียบเปรยเชิงสัญลักษณ์เพื่อวิพากษ์และนำเสนอเหตุการณ์สำคัญของการปฏิวัติรัสเซียและผลที่ตามมา
  • Dante's Divine Comedy as an allegory for the journey through the afterlife. Divine Comedy ของ Dante ใช้การเล่าเรื่องเชิงอุปมาเพื่อสื่อถึงการเดินทางของจิตวิญญาณผ่านนรก แดนชำระบาป และสวรรค์ เพื่อแสวงหาความรอดและการรู้แจ้งทางจิตใจ"
  • William Golding's Lord of the Flies as an allegory for human nature. Lord of the Flies ใช้การเล่าเรื่องเชิงอุปมาเพื่อสำรวจและวิพากษ์ด้านมืดของธรรมชาติมนุษย์ เมื่อปราศจากกฎเกณฑ์และอารยธรรมควบคุม

ตัวอย่างการอ้างอิงโดยนัย Allusion

  • She's a real Cinderella story. เธอคือเรื่องราวซินเดอเรลล่าที่แท้จริง
  • His betrayal was a real Judas move. การทรยศของเขาเป็นการกระทำที่เหมือนยูดาสจริงๆ
  • The discovery was a true "Eureka!" moment. การค้นพบนี้ถือเป็นช่วงเวลาแห่ง "ยูเรกา!" อย่างแท้จริง

ตัวอย่างการเร่งความเร็ว Acceleration

  • The suspense was building, and suddenly, the bomb went off. ความตื่นเต้นกำลังเพิ่มขึ้น และทันใดนั้น ระเบิดก็ระเบิดขึ้น
  • The music grew louder and faster, creating an intense atmosphere. เสียงเพลงดังขึ้นและเร็วขึ้น สร้างบรรยากาศที่เข้มข้น
  • As the tension mounted, the pace of the story quickened. เมื่อความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้น ความเร็วของเรื่องราวก็เร่งขึ้น

ตัวอย่างการใช้ Epanalepsis วลีเดียวกันซ้ำทั้งตอนต้นและตอนท้าย

  • The king is dead, long live the king. พระราชาสิ้นพระชนม์แล้ว ขอให้พระราชาผู้ใหม่ทรงพระเจริญ
  • The mountain was high, the valley was deep. ภูเขาสูง ขณะที่หุบเขาลึก
  • Believe in yourself, and others will believe in you. เชื่อในตัวเอง แล้วผู้อื่นจะเชื่อในตัวคุณ

เหตุผลที่คุณควรลงทุนเวลาเรียนรู้กลวิธีทางภาษาและวรรณศิลป์

เป็นเรื่องง่ายที่จะมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเนื้อหาสำหรับการสอบ เป็นสิ่งที่ท่องจำแล้วก็ลืมไปหลังสอบเสร็จ แต่ความจริงแล้ว กลวิธีทางภาษา (Stylistic Devices) ให้ประโยชน์กับคุณไปอีกนานมันช่วยให้คุณอ่านได้เฉียบคมขึ้น เข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ได้ดีขึ้น และค่อย ๆ ยกระดับทักษะการเขียนและการพูดของคุณโดยไม่รู้ตัว คุณจะเริ่มได้ยินจังหวะและลีลาของภาษาในสุนทรพจน์ คุณจะจับความประชดประชันที่ซ่อนอยู่ในพาดหัวข่าวได้ คุณจะสังเกตเห็นว่าเพลงโปรดของคุณใช้ Anaphora (การใช้คำหรือวลีซ้ำ) ในทุกท่อนฮุก และเมื่อถึงเวลาที่คุณต้องเขียนภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นอีเมล การนำเสนอ หรือเรียงความ คุณก็จะเริ่มหยิบเครื่องมือเหล่านี้มาใช้โดยอัตโนมัติ

นั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุด ภาษาอังกฤษจะไม่ใช่แค่วิชาหนึ่งในห้องเรียนอีกต่อไป แต่มันจะกลายเป็น วัตถุดิบที่คุณสามารถนำมาสร้างสรรค์และถ่ายทอดความคิดในแบบของตัวเองได้

เรียนภาษาอังกฤษในแหล่งกำเนิดของภาษา

มีข้อจำกัดอยู่เหมือนกันว่าบัตรคำศัพท์จะช่วยพัฒนาภาษาอังกฤษของคุณได้ไกลแค่ไหน วิธีที่เร็วที่สุดในการทำให้กลวิธีทางภาษาเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของภาษาอังกฤษของคุณ ไม่ใช่การท่องจำซ้ำ ๆ แต่คือการได้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางภาษาอังกฤษจริง ๆ ลองอ่านนวนิยายภาษาอังกฤษในคาเฟ่ที่ผู้คนพูดภาษาอังกฤษรอบตัวคุณ ลองได้ยินการเล่นเสียงพยัญชนะ (Alliteration) จากประกาศในรถไฟใต้ดินลอนดอน ลองสังเกตการกล่าวเกินจริง (Hyperbole) ในบทสนทนาของผู้คนที่นิวยอร์ก หรือสังเกตว่าบาริสต้าในมอลตาสลับมาใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างเป็นธรรมชาติโดยแทบไม่ต้องคิด

นั่นคือแนวคิดที่ SPRACHCAFFE ยึดถือมาตลอดกว่า 40 ปี การเรียนภาษาอังกฤษในสถานที่ที่ภาษาอังกฤษถูกใช้จริง รายล้อมด้วยผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกที่กำลังเรียนรู้ภาษาเดียวกันไปพร้อมกับคุณ เรียนในห้องเรียนตอนเช้า ออกไปสัมผัสเมือง ชายฝั่งทะเล และบทสนทนายาว ๆ ในตอนเย็น การเดินทางรูปแบบนี้จะทำให้ภาษาอังกฤษไม่ใช่เพียงรายการกฎไวยากรณ์ที่ต้องจำอีกต่อไป แต่กลายเป็นภาษาที่คุณสามารถใช้สื่อสารและเป็นเจ้าของได้อย่างแท้จริง

รับข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ภาษา และวัฒนธรรม