15 คำศัพท์และสำนวนสแลงอเมริกันที่ควรรู้

สแลงอเมริกันเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้ภาษาอังกฤษแบบอเมริกันแตกต่างจากภาษาอังกฤษแบบบริติชมากที่สุด อีกทั้งยังเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้การสื่อสารฟังดูเป็นธรรมชาติ คล่องแคล่ว และเหมือนเจ้าของภาษามากยิ่งขึ้น

ในชีวิตประจำวัน เรามักพบเห็นคำศัพท์และสำนวนสแลงอเมริกันอยู่รอบตัวมากกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นในภาพยนตร์ ซีรีส์ยอดนิยม หรือเพลงฮิตติดชาร์ตจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งล้วนเต็มไปด้วยคำและวลีสแลงที่เจ้าของภาษาใช้สื่อสารกันเป็นประจำ

หากคุณหลงใหลในวัฒนธรรมอเมริกัน หรือมีความฝันอยากไปใช้ชีวิต เรียนต่อ หรือทำงานในสหรัฐอเมริกาสักวันหนึ่ง การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษให้ใกล้เคียงเจ้าของภาษาถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การได้เรียนรู้ภาษาในสภาพแวดล้อมจริงกับเจ้าของภาษาเป็นวิธีที่ช่วยให้พัฒนาทักษะได้อย่างรวดเร็ว ทั้งด้านการฟัง การพูด และการใช้สำนวนในชีวิตประจำวัน

แต่มีอีกวิธีหนึ่งที่คุณสามารถเริ่มต้นได้ทันที นั่นคือการเรียนรู้สำนวนและคำสแลงอเมริกันที่ใช้กันจริงในบทสนทนา เพราะนอกจากจะช่วยให้เข้าใจภาพยนตร์ ซีรีส์ และเพลงภาษาอังกฤษได้มากขึ้นแล้ว ยังทำให้การพูดภาษาอังกฤษของคุณฟังดูเป็นธรรมชาติและคล่องแคล่วเหมือนเจ้าของภาษามากขึ้นอีกด้วย

ต่อไปนี้คือ 15 สำนวนและคำสแลงอเมริกันยอดนิยม ที่ควรรู้ หากต้องการยกระดับการสื่อสารภาษาอังกฤษให้เป็นธรรมชาติและมั่นใจมากกว่าเดิม

สแลงอเมริกันคืออะไร?

คำว่า สแลง (Slang) หมายถึงกลุ่มของคำศัพท์ สำนวน และวลีที่ไม่ได้อยู่ในภาษามาตรฐานอย่างเป็นทางการ แต่เกิดขึ้นและถูกใช้ในภาษาพูด มักมีลักษณะเป็นกันเอง สีสันจัดจ้าน และสะท้อนวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตของผู้ใช้ภาษา

สแลงอเมริกัน (American Slang) คือรูปแบบภาษาพูดที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในสหรัฐอเมริกา โดยมักพบในบทสนทนาระหว่างเพื่อน ครอบครัว หรือสถานการณ์สบาย ๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่เหมาะสำหรับการเขียนเชิงวิชาการหรือเอกสารทางการ สแลงเหล่านี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาของภาษาอังกฤษมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคำและวลีที่ผู้คนใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน

ภาษาเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และมีแนวโน้มที่จะถูกทำให้เรียบง่ายขึ้นตามการใช้งานจริง ด้วยเหตุนี้ คำศัพท์ที่ใช้เป็นประจำจึงมักถูกย่อ ดัดแปลง หรือออกเสียงรวบให้สะดวกและรวดเร็วกว่าเดิม นอกจากนี้ ชาวอเมริกันยังขึ้นชื่อเรื่องการพูดที่รวดเร็วและการเชื่อมคำเข้าด้วยกัน จึงทำให้เกิดสแลงและรูปแบบภาษาพูดใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา

หนึ่งในตัวอย่างที่โด่งดังที่สุดคือคำว่า "ain't" ซึ่งเป็นรูปแบบภาษาพูดที่พัฒนามาจากคำปฏิเสธอย่าง aren't และต่อมาถูกนำมาใช้แทนคำปฏิเสธของกริยาหลายรูป เช่น am not, is not, are not, has not, และ have not

ตัวอย่างการใช้ "ain't"

He ain't finished yet. = He hasn't finished yet. (เขายังทำไม่เสร็จ)

แม้ว่าสแลงจำนวนมากจะมีจุดกำเนิดจากภาษาพูดของคนในชุมชนหรือกลุ่มสังคมเฉพาะ แต่สแลงอเมริกันจำนวนไม่น้อยได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมเมือง โดยเฉพาะชุมชนคนรุ่นใหม่ในเขตเมืองใหญ่ ก่อนจะแพร่หลายไปสู่สังคมในวงกว้าง

นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา ดนตรีฮิปฮอปและแรปของอเมริกา มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการเผยแพร่สแลงอเมริกันให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก เนื้อเพลงในแนวเพลงเหล่านี้เต็มไปด้วยคำศัพท์และสำนวนที่ใช้กันจริงในชีวิตประจำวัน ทำให้การฟังเพลงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ยอดเยี่ยมในการเรียนรู้สแลงอเมริกันและเข้าใจวัฒนธรรมการสื่อสารของเจ้าของภาษาได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

15 สำนวนและคำสแลงอเมริกัน

แน่นอนว่าเมื่อเวลาผ่านไป คำศัพท์และสำนวนในกลุ่มสแลงจำนวนมากก็ถือกำเนิดขึ้น ขณะที่อีกหลายคำก็ค่อย ๆ เลิกใช้และหายไปตามกาลเวลา โดยเฉพาะคำที่ได้รับความนิยมในช่วงเวลาหนึ่งแล้วถูกแทนที่ด้วยคำใหม่ที่ทันสมัยกว่า

สแลงอเมริกันก็เช่นเดียวกัน คำศัพท์บางคำอาจได้รับความนิยมอย่างมากในยุคหนึ่ง แต่เมื่อวัฒนธรรมและวิถีชีวิตเปลี่ยนไป ผู้คนก็หันไปใช้คำหรือสำนวนรูปแบบใหม่แทน จึงกล่าวได้ว่าสแลงเป็นส่วนหนึ่งของภาษาที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และสะท้อนกระแสสังคมของแต่ละยุคสมัยได้เป็นอย่างดี

ในบทความนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับ 15 คำและสำนวนสแลงอเมริกันยอดนิยม ที่ยังคงพบเห็นและได้ยินกันอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นในการสนทนาในชีวิตประจำวัน ภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือสื่อออนไลน์ต่าง ๆ

ตัวอย่าง

1. What's Up?

คุณน่าจะเคยได้ยินหรือคุ้นเคยกับสำนวน "What's up?" มาก่อนแล้ว เพราะนี่ถือเป็นหนึ่งในสแลงอเมริกันที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และเป็นตัวอย่างคลาสสิกของภาษาพูดแบบอเมริกันที่ใช้กันในชีวิตประจำวัน โดยทั่วไป "What's up?" สามารถแปลได้ว่า "เป็นไงบ้าง?", "สบายดีไหม?" หรือ "ว่าไง?" แต่ในความเป็นจริง ผู้พูดมักไม่ได้คาดหวังคำตอบอย่างจริงจังเสมอไป เพราะวลีนี้มักถูกใช้เป็นคำทักทายแบบกันเองมากกว่าการถามสารทุกข์สุกดิบ

ในภาษาอังกฤษแบบทางการ แนวคิดใกล้เคียงกันอาจใช้วลี "How do you do?" หรือ "How are you?" แต่สำหรับบทสนทนาในชีวิตประจำวัน ชาวอเมริกันนิยมใช้ "What's up?" มากกว่า เพราะฟังดูเป็นธรรมชาติและเป็นมิตร

2. The Elephant in the Room

"The elephant in the room" เป็นหนึ่งในสำนวนภาษาอังกฤษที่ได้รับความนิยมมาก โดยความหมายตามตัวอักษรคือ "ช้างที่อยู่ในห้อง" เพียงแค่ได้ยินภาพของสำนวนนี้ก็พอจะเข้าใจความหมายได้ทันที เพราะหากมีช้างตัวใหญ่อยู่กลางห้อง คงเป็นไปไม่ได้ที่ใครจะมองไม่เห็นหรือทำเป็นไม่รับรู้

ในเชิงเปรียบเทียบ สำนวน "the elephant in the room" ใช้เพื่อพูดถึง ปัญหา ประเด็น หรือสถานการณ์สำคัญที่ทุกคนรับรู้ว่ามีอยู่ แต่กลับหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงหรือเผชิญหน้ากับมันโดยตรง เป็นเรื่องที่ใหญ่และชัดเจนจนไม่สามารถมองข้ามได้ แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง เช่น ความอึดอัด ความขัดแย้ง หรือความไม่สบายใจ ผู้คนจึงเลือกที่จะไม่พูดถึง

ตัวอย่างการใช้

We need to talk about the elephant in the room: our company is losing money. เราจำเป็นต้องพูดถึงปัญหาใหญ่ที่ทุกคนรู้กันอยู่ นั่นคือบริษัทกำลังขาดทุน

3. It's Up to You

"It's up to you" หรือรูปย่อที่ได้ยินบ่อยอย่าง "Up to you" เป็นหนึ่งในสำนวนภาษาอังกฤษแบบอเมริกันที่ใช้บ่อยมากในชีวิตประจำวัน

สำนวนนี้มีความหมายว่า "ขึ้นอยู่กับคุณ", "แล้วแต่คุณตัดสินใจ" หรือ "เป็นหน้าที่ของคุณ" โดยใช้เมื่อต้องการมอบอำนาจในการตัดสินใจหรือความรับผิดชอบให้กับอีกฝ่าย

4. Catch You Later

"Catch you later" เป็นสำนวนอเมริกันที่ใช้กล่าวลาอย่างไม่เป็นทางการ มีความหมายว่า "แล้วเจอกันทีหลัง", "ไว้คุยกันใหม่" หรือ "เดี๋ยวค่อยเจอกัน"

โดยปกติ หากต้องการบอกว่าแล้วพบกันใหม่ในภายหลัง เรามักใช้วลีมาตรฐานอย่าง "See you later" แต่ในภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน โดยเฉพาะในการสนทนาระหว่างเพื่อนหรือคนสนิท มักใช้ "Catch you later" แทน เพื่อให้ฟังดูเป็นกันเองและเป็นธรรมชาติมากขึ้น แม้ว่าคำกริยา "catch" จะมีความหมายตามตัวอักษรว่า จับ, คว้า หรือ ตามทัน แต่ในสำนวนนี้ไม่ได้หมายถึงการจับใครจริง ๆ หากเป็นการสื่อว่า "ค่อยเจอกันภายหลัง" หรือ "ค่อยติดต่อกันอีกที"

5. To Buy Something

แม้ว่าโดยทั่วไป "to buy something" จะหมายถึง การซื้อบางสิ่งบางอย่าง แต่ในบริบทของสแลงและภาษาพูด โดยเฉพาะในภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน คำว่า "buy" สามารถมีความหมายเปลี่ยนไปได้อย่างน่าสนใจ

ในบางสถานการณ์ "to buy something" ไม่ได้หมายถึงการซื้อของจริง แต่หมายถึง การเชื่อบางสิ่งบางอย่าง หรือ ยอมรับเรื่องราวนั้นว่าเป็นความจริง ความหมายในเชิงสแลง

  • to buy something = เชื่อ / ยอมรับว่าเป็นจริง
  • I don't buy it = ฉันไม่เชื่อ / ฟังแล้วไม่ค่อยน่าเชื่อถือ

ตัวอย่างการใช้

I don't buy his explanation. ฉันไม่เชื่อคำอธิบายของเขา

6. Bent Out of Shape

"Bent out of shape" ตามความหมายตรงตัวคือ "บิดเบี้ยว" หรือ "เสียรูปทรง" ซึ่งมักใช้กับสิ่งของที่ถูกทำให้ผิดรูปไปจากเดิม

อย่างไรก็ตาม ในภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน สำนวนนี้ถูกใช้ในเชิงสแลงเพื่ออธิบายอารมณ์ของคน มากกว่ารูปลักษณ์ของสิ่งของ ความหมายในเชิงสแลง "Bent out of shape" หมายถึง

  • โมโห
  • หงุดหงิด
  • อารมณ์เสีย
  • คิดมากหรือหัวเสียกับเรื่องเล็กน้อย

โดยมักใช้ในสถานการณ์ที่คน ๆ หนึ่ง รู้สึกไม่พอใจมากเกินไปกับเรื่องที่ไม่สำคัญนัก

ตัวอย่างการใช้

Don't get bent out of shape over a small mistake. อย่าโมโหเกินเหตุเพราะความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ เลย

7. Whatever

"Whatever" เป็นหนึ่งในคำสแลงภาษาอังกฤษที่พบได้บ่อยมากในชีวิตประจำวันของชาวอเมริกัน ใช้กันตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น ไปจนถึงผู้ใหญ่ เพราะเป็นคำสั้น ๆ ที่สื่ออารมณ์ได้หลากหลาย โดยมักมีโทนเสียงที่แฝงความเฉยเมยหรือไม่ใส่ใจเล็กน้อย

โดยพื้นฐานแล้ว "whatever" ใช้เพื่อสื่อว่า ไม่สนใจ / ไม่แคร์ / จะอะไรก็ได้ ขึ้นอยู่กับบริบทและน้ำเสียงที่ใช้ ในภาษาไทย อาจใกล้เคียงกับคำว่า "ช่างเถอะ", "แล้วแต่", หรือ "ไม่เป็นไรหรอก" (ในบางบริบท)

8. To Ride Shotgun

"To ride shotgun" เป็นสำนวนภาษาอังกฤษแบบอเมริกันที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในชีวิตประจำวัน มีความหมายว่า "นั่งที่นั่งผู้โดยสารด้านหน้าในรถยนต์" หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า "นั่งข้างคนขับ"

ที่มาของสำนวน สำนวนนี้มีต้นกำเนิดจากยุค Wild West ของอเมริกา ในสมัยนั้น รถม้าหรือขบวนขนส่งสินค้ามักมีผู้คุ้มกันอาวุธปืน (shotgun guard) นั่งอยู่ข้างคนขับ เพื่อทำหน้าที่ป้องกันการโจมตีระหว่างทาง จึงเกิดคำว่า "ride shotgun" ขึ้นมา แม้ในปัจจุบันจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับปืนแล้ว แต่สำนวนนี้ยังคงถูกใช้ในความหมายเดิมในเชิงตำแหน่งที่นั่งในรถ

ตัวอย่างการใช้

I want to ride shotgun! ฉันขอนั่งข้างคนขับนะ!

9. Dude

"Dude" เป็นหนึ่งในคำสแลงที่พบได้บ่อยมากในภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและการสนทนาแบบไม่เป็นทางการ แต่ปัจจุบันคำนี้ถูกใช้แพร่หลายจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาษาพูดทั่วไปของคนอเมริกันไปแล้ว

โดยพื้นฐาน "dude" ใช้เรียกคนแบบเป็นกันเอง เช่นเดียวกับคำว่า "เพื่อน", "แก", "พวก" หรือในบางกรณีใกล้เคียงกับ "bro" (brother) ที่ใช้กับเพื่อนสนิท

ตัวอย่างการใช้

Hey dude, what's up? เฮ้เพื่อน เป็นไงบ้าง?

10. Stoked

"Stoked" เป็นคำสแลงภาษาอังกฤษแบบอเมริกันที่ใช้กันบ่อยมาก โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น กีฬา และวัฒนธรรมเซิร์ฟ (surf culture) ความหมายหลักคือ "ตื่นเต้นมาก", "ดีใจสุด ๆ" หรือ "รู้สึกเอนจอยแบบสุดขีด"

อย่างไรก็ตาม คำว่า stoked ไม่ได้หมายถึงแค่ "ดีใจ" แบบทั่วไป แต่ให้ความรู้สึกที่แรงกว่า คืออารมณ์แบบ ตื่นเต้นจนแทบจะเก็บไม่อยู่

ตัวอย่างการใช้

I'm stoked for the concert tonight! ฉันตื่นเต้นมากสำหรับคอนเสิร์ตคืนนี้!

11. Take a Raincheck

"Take a raincheck" เป็นสำนวนภาษาอังกฤษแบบอเมริกันที่ใช้บ่อยมาก โดยมีความหมายว่า ขอเลื่อนนัด / ปฏิเสธคำชวนชั่วคราว แต่ตั้งใจจะไปในโอกาสหน้า

สำนวนนี้มักใช้ในสถานการณ์ที่มีคนชวนไปทำกิจกรรมบางอย่าง แต่เรา ยังไปไม่ได้ในตอนนั้น และอยาก "เก็บไว้ก่อน" สำหรับครั้งต่อไป

ตัวอย่างการใช้

I'll take a raincheck on that movie. ฉันขอเลื่อนไปดูหนังเรื่องนั้นก่อนนะ

12. It's a Piece of Cake

"It's a piece of cake" เป็นสำนวนภาษาอังกฤษที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยมีความหมายว่า "ง่ายมาก" หรือ "ไม่ยากเลย"

สำนวนนี้มักใช้เพื่ออธิบายงานหรือสถานการณ์ที่ทำได้อย่างสบาย ๆ ไม่ต้องใช้ความพยายามมาก เหมือนการกินเค้กหนึ่งชิ้นที่ทั้งง่ายและเพลิดเพลิน

ตัวอย่างการใช้

The test was a piece of cake. ข้อสอบง่ายมาก

13. Come Rain or Shine

"Come rain or shine" เป็นสำนวนภาษาอังกฤษที่ใช้เพื่อสื่อถึงคำมั่นสัญญาว่า จะทำบางสิ่งหรือไปตามนัดหมายไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

แม้จะพูดถึง "ฝนหรือแดด" ตามตัวอักษร แต่ความหมายจริงคือ ไม่ว่าสถานการณ์จะดีหรือแย่ ก็จะทำตามที่ตั้งใจไว้

ตัวอย่างการใช้

I'll be there, come rain or shine. ฉันจะไปแน่นอน ไม่ว่ายังไงก็ตาม

14. It's Lit

"It's lit" เป็นสแลงภาษาอังกฤษแบบอเมริกันที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในกลุ่มวัยรุ่นและวัฒนธรรมป๊อป โดยมีความหมายว่า "สุดยอดมาก", "สนุกมาก", หรือ "เจ๋งมาก"

สำนวนนี้มักใช้เพื่ออธิบายสถานการณ์ งานปาร์ตี้ เพลง หรือสิ่งใดก็ตามที่ให้ความรู้สึก ตื่นเต้น มีพลัง และสนุกสุดขีด

ตัวอย่างการใช้

The party was lit! ปาร์ตี้มันส์มาก!

15. I Got It / I Get It

"I got it" หรือ "I get it" เป็นวลีภาษาอังกฤษที่ใช้บ่อยมากในบทสนทนา โดยมีความหมายหลักว่า "ฉันเข้าใจแล้ว" หรือ "รับทราบแล้ว"

สำนวนนี้ใช้เพื่อบอกอีกฝ่ายว่าเรา กำลังฟังอยู่ เข้าใจสิ่งที่เขาพูด และไม่มีปัญหากับสิ่งนั้น

ตัวอย่างการใช้

I get it now. Thanks for explaining. ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้ว ขอบคุณที่อธิบายนะ

รับข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ภาษา และวัฒนธรรม